Call Us
086-3645262
Opening Time
09:00 - 18:00
Email Us
webmaster@smilephp.com
 
Menu
Smilephp.com ธุรกิจE-commerceภาค3

แชร์ :

ธุรกิจ E-commerce ภาค 3

คำถามที่ผมมักจะถูกถามตอนไปคุยงาน หรือแนะนำการเปิดร้าน
  • ร้านเราควรมีระบบอะไรดี
  • เราต้องใช้บัตรเครดิตไหม
  • แล้วคนจะเข้าร้านเราได้ยังไง รู้จักเราได้อย่างไร
  • แล้วคนเข้าจะเยอะไหม
  • คนเข้าควรได้เดือนละเท่าไหร่ดี
  • ต้องเช่าโฮสติ้งไว้ขนาดไหน
     มักจะถูกรุมกินโต๊ะแบบนี้เสมอ ถ้าลูกค้าช่างถามหน่อย  หรืออีกแบบขอนั่งฟัง คุณ present มาเรื่อย ๆ เดี๋ยวผมถามเองทีละชอต
 
     ด้วยประสบการณ์และชอบด้านนี้อยู่แล้ว ผมก็จะยิงไปเป็นชอต ๆ จนเห็นภาพ ตอบไปทุกคำตอบที่อยากรู้  ใช้เวลาประมาณชั่วโมงทุกราย ไม่รู้ใครสะกิด แม่นจริง ๆ เรื่องเวลา
 
ฟังก์ชั่นพื้นฐานของร้านค้าแยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
  • user zone หรือส่วนหน้าร้านให้ลูกค้าดูสินค้า นับรวมถึง wholesale ที่มีลูกค้าหลายระดับ เช่น dealer , customer
  • admin zone / backend หรือส่วนหลังร้าน สำหรับเจ้าของร้านดูแลร้าน
userzone ต้องมีทุกร้าน ไม่มีผมว่าไม่สมควร คือ
ระบบสมาชิก - ตัวนี้จะทำให้คุณสมัครครั้งเดียว ครั้งหลังถ้ามาซื้อแค่ล็อคอินพอ รายละเอียดไม่ต้องกรอกใหม่อีกรอบ  ถึงลูกค้าบางรายจะซื้อแค่ครั้งเดียวรู้สึกว่าจะสมัครทำไม ลำบากจัง  อันนี้เป็นส่วนน้อยครับ  ส่วนใหญ่พร้อมสมัคร  ควรมีไว้
 
ระบบตะกร้า - อันนี้ต้องมีแน่ ไม่งั้นจะหยิบของยังไง  แต่จุดอยากให้มองคือ ปุ่ม add to cart  หลาย ๆ เว็บมักจะทำแค่ปุ่ม ไม่มีช่องให้กรอกจำนวนสินค้า มักจะให้ไปกรอกที่หน้าตะกร้าแทน   ควรทำช่องกรอกในทุกส่วนที่สามารถสั่งซื้อได้  หมายถึง บางร้านสามารถกด add to cart ได้จากหลายที่ ไม่ใช่แค่ในหน้ารายการสินค้า  นี่แหล่ะให้เปลี่ยนปุ่ม add to cart เป็นกรอกจำนวนสินค้าได้ ทุกส่วนเลย  เพราะบางคนไม่ยอมไปปรับที่หน้าตะกร้า หรือบางคนใช้ไม่เป็นนะ ยังสับสนก็มี  ทำให้เสียโอกาสขายสินค้าไป  อย่าคิดว่าคนแบบนี้ไม่มีหรอก  ป้องกันไว้ไม่เสียหายครับ
 
ระบบยืนยันการสั่งซื้อทางเมล - จะยืนยันแบบแค่บอกว่า "ได้รับใบสั่งซื้อแล้วนะ" หรือจะส่งรายการไปให้ด้วยก็แล้วแต่  แต่ต้องมีส่งเมลไปยืนยัน ไม่ใช่ให้เห็นแค่หน้าตอบรับหลังส่ง order แล้ว แค่นั้นไม่พอ หน้าตอบรับควรเขียนด้วยว่า หากไม่ได้รับเมลยืนยันให้ติดต่อร้านค้าด้วย  อย่าให้ลูกค้าคิดเองว่า เอาน่ามันน่าสั่งไปเรียบร้อยแล้ว  ลูกค้าก็นั่งฝันไปสิ เดี๋ยวจะได้ของแล้ว  มันคงมาถึงตรงเวลาเนอะ แล้วก็หายไปกับสายลม ทิ้งให้เขาเสียอารมณ์อีก เสียชื่อไปเลย
 
ตัวส่งเสริมการขาย - จำพวก สินค้าใกล้เคียง  การค้นหาสินค้าเป็นไปโดยง่าย  มีการแยกหมวดสินค้าที่ต้องการได้  สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเข้าถึงสินค้าได้ง่าย ไม่หงุดหงิด บางทีหาไม่เจอ ดูลำบาก ผมก็ปิดเว็บไปเลยนะ ไปซื้อเว็บอื่นก็ได้  อันนี้เป็นตัวเสริม ขอให้ดูตัวบนให้เรียบร้อยก่อน
 
===================================================
ต้องใช้บัตรเครดิตไหม ?
 
     ข้อนี้ก็ตอบไปเยอะ แนะให้ไปใช้กับ merchant gateway แทนที่จะไปเชื่อมกับแบงค์โดยตรง ยกเว้นร้านใหญ่ใช้กับแบงค์จะดีกว่า
 
ก่อนอื่นขอเตือนถึงสิ่งไม่ควรทำ และเห็นหลายร้านชอบทำ
         เก็บบัตรเครดิตลูกค้าไว้ในฐานข้อมูล รวมกับประวัติลูกค้า  ใครที่เขารู้เรื่องหรือชำนาญการซื้อของออนไลน์ เขาจะไม่ใช้บริการเว็บพวกนี้โดยเด็ดขาด  ถึงแม้ในเว็บคุณจะใช้ SSL ก็ตามที
        เพราะ หมายเลขบัตรอยู่กับคุณ  เกิดคุณนำไปใช้ล่ะ  คุณไม่ใช่ธนาคารที่เขาเชื่อถือนะ
        หากบัตรเครดิตเขาเกิดมีปัญหาหลังจากซื้อของกับคุณ  คุณตกเป็นผู้ต้องสงสัยได้ทันที เพราะคุณมีหมายเลขบัตรเขาอยู่
        คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า โปรแกรมเมอร์ที่คุณให้เขาทำเว็บ ไม่มาแอบดู เพราะเขาเขียนโปรแกรมให้คุณ รู้อยู่แล้วว่าบัตรเก็บในฐานข้อมูล วิธีดูไม่ยากเลย เพราะเขาทำเอง
        หรือผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งจะไม่มาแอบเปิดฐานข้อมูลคุณ  อย่าลืมว่าเครื่องเซิฟเวอร์เป็นของเขา ถ้าไม่มีจรรยาบรรณ เขาจะเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ ไว้ใจได้หรือ
 
         นี่คือสิ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ผมเจอบ่อย ถ้ามีงานมาแบบนี้ผมไม่รับทำนะ  เดี๋ยวโดนไปด้วย
 
 
         การสมัครกับ merchant gateway  และ bank
 
merchant gateway  bank
สมัครง่ายฟรีและเสียเงิน เสียก็ประมาณ $50 เท่านั้น
ยอดขายถูกหักไปประมาณ 4 - 5.5% ต่อครั้ง
ค่าเปิดบิล 30 - 50 บาทต่อ 1 บิล
สมัครยาก ต้องเป็นนิติบุคคลเท่านั้น เปิดมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน มี statement
ค่าสมัคร คือ ค่าตรวจสอบกับ Visa ประมาณ 5 พัน  ถ้าไม่ผ่านรู้สึกไม่ได้คืน เสียแน่ ๆ
ยอดขายถูกหัก 3% ต่อครั้ง
ค่าเปิดบิลประมาณ 20 - 100 บาทต่อบิล
 
 ส่วนเรื่องความปลอดภัย ผมยกให้พอ ๆ กัน เพราะการกรอกหมายเลขบัตรเครดิต จะถูกส่งไปยังเว็บของ merchant gateway หรือ bank ไปเลย ไม่เกี่ยวกับเว็บเราแล้ว  ระบบ SSL ก็ใช้ของทางนั้นไปเลย  เราไม่ต้องไปรับผิดชอบอะไร สบายใจไปเปราะหนึ่งละ
 
ตัวนิยมสำหรับคนไทย
 ====================================================
 
แล้วคนจะเข้าร้านเราได้ยังไง รู้จักเราได้อย่างไร
 
จะทำให้คนรู้จัก ก็ต้องไปโปรโมท  มีทั้งฟรี ทั้งเสียเงิน ก็แล้วแต่ว่าจะทำแบบไหน  ไม่ขอพูดตรงนี้ แล้วแต่เทคนิค  มันยาวผมเขียนไม่ไหวหรอก พอดีได้ออกหนังสือเป็นเล่มขาย  โทรมาถามกันก็ได้
====================================================
 
แล้วคนเข้าจะเยอะไหม
 
ไม่รู้ผมตอบไม่ได้หรอก ไม่เห็นร้านคุณ ไม่รู้จักสินค้าคุณ ต้องให้ข้อมูลมาก่อน  ต้องตอบเป็น case by case ไปล่ะ
====================================================
 
คนเข้าควรได้เดือนละเท่าไหร่ดี
 
ไม่รู้ผมตอบไม่ได้หรอก ไม่เห็นร้านคุณ ไม่รู้จักสินค้าคุณ ต้องให้ข้อมูลมาก่อน  ต้องตอบเป็น case by case ไปล่ะ
====================================================
 
ต้องเช่าโฮสติ้งไว้ขนาดไหน
 
 ถ้าตอบว่าไม่รู้เรื่อย ๆ คงโดนงอน  แล้วแกจะเขียนบทความมาทำไม  อันนี้ต้องดูจำนวนสินค้า และความจุของรูปว่า 1 สินค้า รูปขนาดเท่าไหร่ รูปเนี่ยเป็นหลัก เรื่องตัวหนังสือมันนิดเดียว ให้ 5k  + รูป 45k  ดังนั้นสินค้า 1 รายการ ใช้พื้นที่ไป 50k
 
ถ้าสินค้าทั้งร้าน 100 ชิ้น  ใช้พื้นที่ 5000 k  ประมาณ 51.2 mb. แนะให้ใช้แบบ 50 mb. ไปก่อน  เพราะช่วงแรกคงอัพทีเดียวไม่ครบ 100 รายการ  ถ้าไม่พอให้ขยับแพ็คเกจโฮสติ้งให้สูงขึ้น  ปรกติการขยับแพ็คเกจก็จ่ายแค่ส่วนต่าง  ผู้ให้บริการไม่เก็บค่าย้าย ค่าเปลี่ยนครับ ที่ไหนเก็บเลิกใช้ได้เลย เขาได้กำไรเพิ่ม จะเก็บอีกก็เกินไปแล้ว
====================================================
 
สุดท้ายก็ขอย้ำว่า แนะกันได้คร่าว ๆ มันเยอะมาก จะให้เขียนหมดก็ไม่ไหว  เมื่อยมือเหลือเกิน  คิดไว้เล่น ๆ จะอัดเป็น mp3 ให้ไปฟังกัน  ไว้ดูอีกที
 
 
By Smilephp.com
Knowledge Corner Staff


บทความสงวนลิขสิทธิ์นะครับ ห้าม copy ไป หรือนำไปเผยแพร่ดัดแปลง