Call Us
086-3645262
Opening Time
09:00 - 18:00
Email Us
webmaster@smilephp.com
 
Menu
Smilephp.com เริ่มต้นความรู้ก่อนมีเว็บไซต์คิดจะมีเว็บไซต์ต้องรู้อะไรบ้าง

แชร์ :

เริ่มต้นความรู้ก่อนมีเว็บไซต์ คิดจะมีเว็บไซต์ ต้องรู้อะไรบ้าง

  1. โดเมนเนม หรือ ชื่อเว็บไซต์  เช่น Aspthai.com
  2. เว็บโฮสติ้ง ( web hosting ) สำหรับเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์
  3. เนื้อหาของเว็บไซต์ ( web content , web application )
      เมื่อคุณต้องการมีเว็บไซต์ของตนเอง  3 สิ่งนี้คือสิ่งจำเป็น หากมีครบถ้วนคุณสามารถเปิดเว็บไซต์ได้ทันที  ส่วนเพิ่มเติมที่ควรจะมีคือ ผู้ดูแล คนที่จะคอยมาอัพเดตเว็บไซต์ของคุณ จะจ้างเป็นแบบพนักงานประจำ หรือจ้างคนทำเว็บที่เขารับอัพเดตก็แล้วแต่
 
      เรื่องเนื้อหาตรงนี้ลูกค้าต้องมีไว้ให้ ผู้จัดทำไม่สามารถรู้ได้ว่าบริษัทของคุณทำอะไร มีสินค้าอะไร โดยทั่วไปเวลาผมไปรับงาน ส่วนมากลูกค้าจะส่งโบรชัวร์ให้ดู หากบริษัทเคยลงโฆษณาทีวีนี่ยิ่งสบาย เพราะจะรู้ขั้นตอนโฆษณา  เหมือน ๆ กันไม่ต่าง เป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ  คุยกันง่ายมาก  บางที่พาเดินชมบริษัทกว้างเป็นไร่ ๆ  ทั้งที่ผมอาจไม่ต้องรู้บางส่วน แต่ก็เต็มใจพาผมเดินจนทั่ว เพื่อให้รู้จักบริษัทของเขาให้มากที่สุด  บางอย่างถือว่าปรกติเขาจะไม่พูดให้ฟังกัน ก็เล่าให้ผมฟัง  ได้รู้อะไรในหลายธุรกิจมากทีเดียว
 
       หากผู้จัดทำได้รู้จักตัวบริษัทของคุณ สินค้าหรือบริการของคุณ เขาอาจจะนำเสนอในอีกมุมหนึ่งที่คุณอาจไม่ได้นึก ไม่ได้เตรียมไว้  ส่วนใหญ่เวลาไปรับงานด้านนี้  ผู้ที่ผมจะไปติดต่อด้วยเป็นผู้บริหารซะส่วนมาก  เป็นเจ้าของก็มี  ผู้ถือหุ้น กรรมการก็มี  เป็นระดับบริหารทั้งนั้น  และสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งดีที่ผู้บริหาควรจะมี  คือ เปิดโอกาสให้ผู้จัดทำมีโอกาสเข้าไปรู้จักตัวบริษัทได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้
 
      เรื่องเนื้อหาข้อมูลของเว็บไซต์นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เจอบ่อยว่ามีปัญหา  หลาย ๆ บริษัทไม่สามารถสื่อสาร หรือนำเสนอความเป็นตัวเองออกมาได้  ผมถามว่าบริษัททำอะไร ก็ตอบแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ไม่มีการอธิบาย การนำเสนอเพื่อให้เข้าถึงบริการหรือสินค้าได้ ต้องอาศัยดูโบรชัวร์ไปพลาง ๆ  หรือแม้แต่การแบ่งหมวดเมนูของเว็บไซต์  ก็ติดปัญหา  เลยอยากจะแนะให้คร่าว ๆ สำหรับเว็บบริษัทควรจะมี ดังนี้  หน้าแรก (home) , เกี่ยวกับเรา (about us) , สินค้า (product) , บริการ (service) , ติดต่อเรา (contact)  ซึ่งเว็บบริษัทควรมีอย่างน้อย 5 หน้าครับ
 
      บางทีมีลูกค้าให้ทำเว็บไซต์ 2 หน้า  ผมจะไม่รับทันที  ไม่ใช่เย่อหยิ่งถือดี  งานน้อยไม่ใส่ใจ  แต่ไม่อยากให้ทำเพราะมันจะไม่คุ้มค่ากับตัวคุณเอง  เวลาที่เราคิดจะเข้าไปดูรายละเอียดของบริษัทใด ๆ ก็ตาม  ต้องหวังไว้ว่าบริษัทคงมีความพร้อมในการนำเสนอ  ไม่ใช่เข้าไปมีแต่รูปสินค้ากับรายละเอียดแค่ 2 ประโยค  แทบไม่ได้อะไรเลย  รวมถึงภาพลักษณ์ว่า บริษัทนี้ไม่มีอะไรจะนำเสนอล่ะสิ แสดงว่าเล็ก ๆ ไม่ทำธุรกิจด้วยดีกว่า
 
สำหรับเว็บบริษัท เป็นเว็บ Present ลูกค้าเฉย ๆ เนื้อหาของคุณจบแค่นี้ครับ
=======================================================
ตั้งแต่ส่วนนี้สำหรับเว็บ E-commerce
 
     ถ้าทำแบบข้างต้นนี้จะไปมีลูกค้าได้อย่างไร  โดยเฉพาะ เว็บ ecommerce  ราคาก็ไม่แสดง กลัวคนอื่นจะรู้ราคา กลัวโดนขโมยไอเดีย  สุดท้ายกลัวไม่มีลูกค้า พูดตรง ๆ ก็คือ คุณเก็บไว้ดูคนเดียวดีกว่าครับ  กลัวคู่แข่งมาแอบขโมย กลายเป็นลูกค้าเองก็ได้ข้อมูลไม่มาก เสียลูกค้าไปอีก
 
     ลูกค้า ecommerce เป็นประเภทขอดูรายละเอียดทั้งหมดตอนนี้ เดี๋ยวนี้  ( กรณีขายไปต่างประเทศและขายปลีก ) คุณต้องจูงใจเขาให้ได้ ณ.ตอนนี้ ถ้ารอให้สนใจแล้วโทรไปหา เขาจะไม่โทรและไม่ซื้อของคุณไปเลย เป็นส่วนน้อยมากที่จะติดต่อไป เพราะในเมื่อเป็นร้านออนไลน์ ควรจะทำอะไรได้แบบ Realtime ไม่ใช่ต้องการติดต่อแบบ offline กันอีก  คุณต้องปิดการขายให้ได้เดี๋ยวนั้น คือ ลูกค้าต้องรู้เกี่ยวกับสินค้าตอนนั้นจนได้ข้อมูลเพียงพอ และเขาจะซื้อในทันที  ถ้าหลังจากนี้ไม่ซื้อแล้ว  แต่ถ้าขายในไทยผมเองก็ชอบโทรไปหาร้านก่อน  เพราะไม่ไว้ใจ อาจมีโกงกันได้ง่าย ๆ
 
      และเมื่อเขาจากคุณไปแล้วด้วยอารมณ์ในแง่ลบ โอกาสที่เขาจะกลับมาอีกแทบเป็น 0  เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยอัพเดตวิธีให้บริการ อย่างมากอัพเดตตัวสินค้า  ถ้าสินค้าคุณอัพเดตใหญ่เลย มาเรื่อย ๆ แต่บริการเหมือนเดิม วิธีนำเสนอเหมือนเดิม  เข้าเว็บคุณเขาก็เจอเหมือนเดิม ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีรายละเอียดใด ๆ เสียอารมณ์เหมือนเดิม  จะเข้ามาอีกทำไมล่ะ
 
        คุณอาจจะบอกว่า ก็ตอนนี้ปรับกลยุทธ์แล้ว เปลี่ยนวิธีแล้ว ตอนนี้แสดงรายละเอียดเพียบเลย  ในส่วนของลูกค้าใหม่คุณก็ขายได้ แต่ลูกค้าเดิมที่มองเว็บไซต์คุณในแง่ลบล่ะ  ถ้าจะดึงกลับมาก็ลำบากพอควร เหมือนกับการตลาดว่า "แบรนด์ที่ถูกมองในแง่ลบ จะทำให้เป็นแง่บวก ยากกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่"  เพราะคุณติดลบอยู่ ในขณะที่แบรนด์ใหม่เป็น 0  การแก้ไขตัวติดลบมันต้องทำให้เป็น 0 ก่อนค่อยเป็นบวกได้  บางบริษัทถึงกับสร้างแบรนด์ใหม่กันไปเลย  ดังนั้นอย่าทำให้แบรนด์เสียแต่ต้นจะดีกว่า      
 
     และโดยเนื้อหาละเอียดของทั้ง 3 ส่วนข้างต้น จะเขียนเป็นเนื้อหาแยกต่างหากของแต่ละส่วน เพราะเนื้อหาเยอะมาก จะอธิบายแต่ละส่วนแบบเจาะลึกในบทความต่อ ๆ ไป
 
      อีกเรื่องที่อยากให้คำนึงกันหน่อยในกรณีสำหรับร้าน E-commerce คือเรื่องของงบโฆษณาประชาสัมพันธ์  อยากให้คิดถึงส่วนนี้เผื่อไว้ด้วยครับ แล้วจะพูดถึงเรื่องนี้อีกที
 
 
 
By Smilephp.com
Knowledge Corner Staff


บทความสงวนลิขสิทธิ์นะครับ ห้าม copy ไป หรือนำไปเผยแพร่ดัดแปลง